วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

การ Calibrate Battery เพื่อเพิ่มอายุการใช้งาน

สำหรับผู้ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คหรือเน็ตบุ๊คทุกท่านจะมีปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่เมื่อใช้ไปนานวันเข้า ทำไมแบตเตอรี่หมดไวจัง  ทำให้ทำงานไม่สะดวก เหมือนเมื่อตอนซื้อเครื่องมาใหม่ๆ
เนื่องจากภายในแบตเตอรี่จะมีวงจรที่รองรับการปรับรีชาร์จและชาร์จไฟให้ได้มาตรฐาน  
ซึ่งหากใช้งานมาเป็นเวลานาน ไฟอาจจะชาร์จเข้าไม่เต็มที่ หรือ ไม่สามารถชาร์จจนเต็มได้ 100% ได้
ซึ่งนั้นหมายถึงการเสื่อมของแบตเตอรี่อายุการใช้งานจะน้อยลง เราก็ต้องมีการที่จะยืดอายุการใช้งาน
ของแบตเตอรี่ให้นานขึ้นสำหรับบางคนจะเข้าใจผิดบอกว่าให้ถอดแบตเตอรี่ออกใช้การเสียบอะแดปเตอร์แทน
 วิธีการนี้อายุของแบตเตอรี่ยิ่งจะเสื่อมเร็วเพราะไม่มีการกระตุ้นด้วยการใช้งานเลย  บางคนก็บอกว่า
เสียบอะแดปเตอร์ไว้ตลอดเวลาจะได้ชาร์จให้เต็มตลอดเวลา อันนี้ก็ใช้ได้ แต่ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด
เพราะว่ายังไม่ได้คลายประจุไฟออกมาก็อัดคืนเข้าไปแล้ว
การทำ Calibrate Battery ครับ เป็นคำตอบของปัญหานี้ เมื่อคุณใช้แบตเตอรี่ สักระยะหนึ่ง
แล้วมีอาการที่ไฟหมดเร็วชาร์จไม่เต็ม 100% การทำ Calibrate คือการปรับแต่ง แบตเตอรี่ให้เหมาะสม
กับการใช้งาน เพื่อยืดอายุให้นานวันและมีพลังเพียงพอในการทำงาน ถึงจะมีความจุของแบตเตอรี่ไม่เหมือน
ตอนซื้อมาใหม่ แต่ก็จะเป็นการเพิ่มขึ้นเท่าที่มันสามารถทำได้ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ยุคใหม่ๆ ที่เป็น Lithium
ควรจะทำการ Calibrate ตามขั้นตอนดังนี้
1. ให้เสียบปลั๊กไฟอะแดปเตอร์ให้ชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม จนกระทั่งไฟแสดงการชาร์จ หรือไอคอน
แสดงการชาร์จใน Windows แสดงว่าเต็ม 100%.
2. เมื่อแบตเตอรี่เต็มแล้วถอดปลั๊ก จากนั้นใช้งานเครื่องจนแบตเตอรี่เกือบจะหมด จัดเก็บงานเอกสารที่แก้ไข
ปิดเบราว์เซอร์เว็บ และโปรแกรมต่างๆ ให้หมด แล้วปล่อยให้โน้ตบุ๊คชัตดาวน์ไปเอง (Hibernate Mode)
 แบตเตอรี่จะเหลือประมาณ 5 – 10%
3. ทิ้งไว้อย่างนั้นเป็นเวลา 5 – 6 ชั่วโมง หรือค้างคืนก็ได้  ซึ่งแบตเตอรี่จะมีการคายประจุไฟฟ้า
จนเกือบจะสมบูรณ์ เพื่อการชาร์จครั้งต่อไปจะได้เหมือนกับเป็นการชาร์จครั้งแรกๆ
4. จากนั้นเปิดเครื่องแล้วชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 100% แล้วค่อยนำไปใช้
5. ทำขั้นตอนทั้งหมดนี้ เดือนละครั้ง หรือทุกๆ การชาร์จแบตเตอรี่ 30 ครั้ง
การดูแลแบตเตอรี่ หรือ Calibration เป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะละเลย แนะนำให้ทำตาม
ขั้นตอนข้างต้นทุกเดือน มันก็น่าจะทำให้ได้ผลลัพธ์ของประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดอยู่เสมอ  
หากคุณทำเป็นปกติ คุณจะสังเกตเห็นว่า แบตเตอรี่ของโน้ตบุ๊คใช้งานได้นานขึ้น
แถมยังช่วยยืดอายุใช้งานแบตเตอรี่ ไม่ต้องเปลี่ยนอันใหม่ในระยะเวลาอันสั้นอีกด้วย 
ข้อมูลเพิ่มเติม
  • เวลาใช้งานโน้ตบุ๊ค เมื่อเสียบปลั๊กแล้วควรถอดแบต ฯหรือไม่
คำตอบขอปัญหานี้เป็นที่โต้แย้งกันมานานแล้ว ในที่นี่จะกล่าวถึงข้อดีและเสียให้พิจารณากันเองนะครับ
1. เสียบปลั๊กแต่ไม่ถอดแบตฯ
ข้อดี
– หากระบบไฟฟ้ามีปัญหา ก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงาน และงานที่ทำในเครื่องโน้ตบุ๊คเปรียบเหมือน
กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ UPS อยู่
– ขั้วแบตเตอรี่จะไม่เกิดปัญหา ฝุ่นผงหรือความชื้นไปเกาะ
ข้อเสีย- แบตเตอรี่จะได้รับความร้อนจากตัวเครื่อง ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าปกติเล็กน้อย
2. เสียบปลั๊กแล้วถอดแบตฯ
ข้อดี
– แบตเตอรี่จะปลอดภัยต่อความร้อนที่มาจากตัวเครื่อง Notebook แน่นอน
ข้อเสีย
– ขั้วแบตเตอรี่อาจเกิดฝุ่นผงหรือมีความชื้นไปเกาะทำให้เกิดคราบออกไซด์ อาจส่งผลให้เกิดอาการ
เสียบแบตเตอรี่แล้วไฟไม่เข้าเครื่องได้
– หากระบบไฟมีปัญหา เช่น ไฟฟ้าดับ ไฟตก ไฟเกิน   โน้ตบุ๊คจะดับทำให้งานในเครื่องเสียหายและ
อาจทำให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในเครื่องเสียหายได้ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมแนะนำให้เสียบแบตเตอรี่ทิ้งค้างไว้เลย
เพราะว่าจากเหตุการณ์ที่เคยเจอมาคิดว่าข้อดีกว่าข้อเสียครับ แม้ว่าการที่เสียบแบตเตอรี่ค้างไว้จะ
ทำให้แบตเตอรี่ได้รับความร้อนจากเครื่องแต่ในปัจจุบันการผลิตโน้ตบุ๊คนั้นออกแบบมาดี
จะมีฉนวนกันความร้อน มาอยู่แล้วโดยตำแหน่งที่แบตเตอรี่อยู่จะมีผลต่อความร้อนน้อยมาก
  • การดูแลแบตเตอรี่
ปัจจุบันแบตเตอรี่ที่ใช้กับโน้ตบุ๊คจะเป็นแบบ Lithium เกือบทั้งหมดแล้ว การที่จะดูแลรักษาให้แบตเตอรี่อยู่
ในสภาพที่สมบูรณ์ ก็มีดังนี้
1. พยายามหลีกเลี่ยงการใช้แบตเตอรี่จนหมดแล้วค่อยชาร์ต โดยเฉพาะการใช้งานจนแบตเตอรี่
เหลือต่ำกว่า10% ทุกครั้งแล้วค่อยชาร์จ ซึ่งอาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าเวลาอันควร 
แต่สำหรับการทำCalibration ที่แนะนำข้างต้น จะทำแค่ครั้งเดียวต่อเดือนหรือทุกๆ 30 ครั้งของการชาร์จ
 สำหรับการใช้งานทั่วไปเมื่อแบตเตอรี่เหลือไฟประมาณ 30% – 40% ก็ควรชาร์จได้แล้ว
 นอกจากนี้ความร้อนของโน้ตบุ๊ค หรือแหล่งความร้อนภายนอก อย่างเช่น ทิ้งโน้ตบุ๊คไว้กลาง
แดดก็ส่งผลต่อแบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้นได้อีกด้วย หากต้องทิ้งโน้ตบุ๊คไว้โดยไม่ใช้นานเกินกว่า 1 สัปดาห์
ควรมั่นใจว่า มีแบตเตอรี่เหลืออยู่อย่างน้อย 40%และที่สำคัญที่สุดคือการชาร์จบ่อยๆ
จะช่วยป้องกันการลืมชาร์จไฟ  อย่าปล่อยให้แบตเตอรี่ Lithiumไฟหมดเป็นเวลานานมันจะเสีย
ไม่สามารถชาร์จไฟได้อีก
2. จำไว้เสมอว่าแบตเตอรี่แบบ Lithium ความร้อนมีผลต่อการเสื่อมมากกว่ารูปแบบการชาร์จไฟครับ
ดังนั้นพยายามดูแลอย่าให้แบตเตอรี่ร้อน จะได้ผลดีกว่ามัวกังวลเรื่องชาร์จบ่อย ชาร์จมาก ชาร์จน้อย
3. เก็บแบตเตอรี่ไว้ในที่เย็นๆ ถ้าจำเป็นจะต้องเก็บโน้ตบุ๊คไว้ในรถที่จอดตากแดด ก็ควรถอดแบตเตอรี่แยก
ติดตัวออกมาด้วยครับ จะช่วยให้แบตเตอรี่เสื่อมช้าลง
4. ไม่ควรซื้อแบตเตอรรี่แบบ Lithium มาเก็บไว้ เผื่อใช้งานครับ เพราะแบตเตอรี่แบบ Lithiumมีอายุการ
เสื่อมสภาพนับจากวันผลิต (ไม่ใช่วันที่ใช้) ดังนั้นถ้าเก็บ
ไว้นานโดยไม่ใช่มันก็จะเสื่อมไปเองได้ และเช่นเดียวกันกับการเลือกซื้อแบตเตอรี่แบบ  Lithium
ไม่ควรซื้อแบตเตอรี่ประเภทเก่าเก็บเพราะซื้อมาแล้วใช้ได้ไม่นาน
แบตเตอรี่มันจะเสื่อมตามอายุของมันเองครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก iStudio, Techxcite

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

บทความ จานดาวเทียม

หลังจากบทความกล้องวงจรปิดผ่านอินเตอร์เน็ตแล้ว คราวนี้ก็มาถึงบทความจานดาวเทียม
ระบบจานดาวเทียมที่ใช้ตามบ้านมี 2 ระบบ คือ
1. ระบบ KU BAND
2. ระบบ C Band
ความแตกต่างระหว่าง 2 ระบบนี้ แตกต่างกันครับ โดยผมจะขออธิบายถึงข้อดี ข้อเสียเป็นข้อ ๆ นะครับ
1. ระบบ KU Band

เป็นจานดาวเทียมขนาดเล็ก โดยส่วนใหญ่จะมีขนาด 45 - 75 เซนติเมตร โดยระบบนี้ ข้อดีก็คือ ใช้เวลาติดตั้งน้อย ติดตั้งง่าย ไม่เปลืองเนื้อที่ในการติดตั้ง ไม่ต้องกลัวเรื่อง ฟ้าผ่าจานดาวเทียม จานประเภทนี้จะไม่สามารถรับชม ได้ในเวลาที่ฝนตกหนัก ๆ (ขึ้นอยู่กับช่างที่ติดตั้ง) และจำนวนช่องที่ไม่มาก  (ประมาณ 60 - 120 ช่อง ) และข้อดีที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ก็คือ สามารถชมบอลได้ในขณะที่สัญญาณส่งทางช่องปกติ เช่น CH3 CH5 CH7 Modern nine NBT TPBS ได้ 100 %


2. ระบบ C band

เป็นจานดาวเทียมขนาดใหญ่ หรือที่ชาวบ้านทั่วไปอาจจะเรียก จานดำ จานใหญ่ จานตระแกรง  เป็นจานมีขนาดตั้งแต่ 120 -190 เซนติเมตร โดยระบบนี้มีข้อดีคือ สามารถดูได้ในขณะฝนตกหนัก แต่ข้อเสียคือ ใช้เนื้อที่กว้าง ติดตั้งยาก และบางทีอาจจะเกิดฟ้าผ่าที่จานดาวเทียม ทำให้อุปกรณ์เสียหายได้ จานประเภทนี้ ข้อดีอีกอย่างคือ มีช่องรายการที่มากมาย และสามารถรับชมช่องต่างประเทศได้อีกหลายช่อง (ถึงแม้ช่องส่วนมากเราจะไม่ดูก็ตาม เพราะว่าช่องส่วนใหญ่ จะเป็น อินเดีย เขมร เวียดนาม พม่า ส่วนช่องไทยหลาย ๆ ช่องก็เป็นโฆษณาขายของ) และข้อเสียที่สำคัญ ก็คือ ดูบอลไม่ค่อยได้. ถึงแม้ว่า ปัจจุบัน จะมีเครื่องรับสัญญาณ (Receiver) ชนิดพิเศษขึ้นมาที่เรียกว่า Bisskey ก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะดูได้ทุกครั้ง..

Memo:
   สาเหตุที่ทำให้ระบบจาน C-band ไม่สามารถดูบอลได้ทุกแมตย์แล้วทำไม KU ถึงดูได้  มีสาเหตุดังนี้ครับ
จานดาวเทียม C band สามารถชมได้หลายประเทศ โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่ในขณะที่ KU นั้นชมได้เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น งง ใช่ไหมครับว่า มันเกี่ยวกับการดูบอลยังไง รู้จัก ฟีฟ่า ไหมครับ ฟีฟ่า(FIFA) เป็นคนจัดระบบ ฟุตบอลทั่วโลก จะมีรายได้จากการขายช่องสัญญาณฟุตบอล ได้รับแจ้งมาว่า จานดาวเทียม Thaicom C-band นั้นสามารถชมบอลได้ โดยไม่ต้องเสียเงิน ประเทศที่รับสัญญาณดาวเทียมไทยคมก็พากันหันหน้าจานดาวเทียมมาทางไทยคม เช่น เวียดนาม ลาว พม่า อินเดีย ฯลฯ ก็ดูได้ ไม่ต้องเสียเงิน ดั่งเขาบอก ความลับไม่มีในโลก ทาง FIFA ก็บอกว่า "อ้าว อย่างนี้ ก็ไม่ต้องขายกันพอดี.." ก็เลยบอกมายังประเทศไทยว่า คุณ ต้องดักสัญญาณอะไรก็ได้ โดยที่ประเทศอื่นต้องดูไม่ได้ ไม่อย่างนั้นFIFA จะไม่อนุญาตให้คุณดูเลย ผลสุดท้ายก็เลยต้องยอม จึงดูได้เฉพาะ KU เท่านั้น  หรือไม่ก็ต้องไปดู สายอากาศภาคพื้นดิน เช่น แพก้างปลา หรือสายอากาศหลังทีวี ที่บ้านผมเรียกว่า หนวดกุ้ง จนกระทั่ง จาน KU ตอนนั้นถึงกับขาดตลาดทุกยี่ห้อ ไม่ว่าจะเหลือง(DTV) แดง(True Vision) เทา น้ำเงิน(Samart) และ ส้ม(IPM) และแพก้างปลา หลังจากไม่ได้ขายมานาน ถึงกับหมดเลย ก็ได้มีทาง PSI ได้ไปเจรจากับทาง RS (ตอนนั้น RS ได้สัมประทานบอลโลก) เพราะว่าตอนนั้นมีช่องสัญญาณอยู่แล้ว และระบบเข้ารหัสอยู่แล้ว ก็ได้ช่องบอลมาถ่ายทอดให้พวกเราดูกันในช่อง PSI Chanel ทำให้เครื่องรับสัญญาณ O2 ขาดตลาดไปตามกัน แล้วทุกยี่ห้อก็เริ่มทำระบบนี้ขึ้นมา โดยตั้งชื่อ ที่รู้จักกันในนาม Biss Key (บิสคีย์) แต่อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ ก็ยังไม่สามารถดูได้ทุกเกมส์