ผ่าตัดไส้ติ่ง
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา ปวดท้องมาก ๆ ทั้งท้อง ซื้อยาแก้ปวดท้องมาทาน ตกเย็นเหลือเพียงชายโครงขวาเท่านั้นที่ยังปวดอยู่ ในใจคิดไปเองว่า ตัวเองดีขึ้น แต่คิดผิดถนัด เมื่อไปหาคุณหมอ คุณหมอทำการตรวจปัสสาวะ กับเลือด แล้วบอกว่า คุณเป็นไส้ติ่งอักเสบ ต้องทำการผ่าตัดในคืนนั้น เมื่อมีชีวิตรอดกลับมา .. จึงต้องมาเผยแพร่ ความรู้นี้ครับ
คุณหมอถามผมว่า กินข้าวกับน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ผมบอกประมาณ บ่ายสองโมง พอดีเลย งั้นเข้าห้องผ่าตัดคืนนี้เลย ก่อนเข้าห้องผ่าตัด ต้องให้น้ำเกลือ 1 ชวด เพื่อเตรียมความพร้อม รอจนคนเข็นเตียงเข้าห้องผ่าตัดมารับ ประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง พนักงานเข็ญเตียงก็เข้ามารับครับ พร้อมบอกว่า ห้องผ่าตัดจะเย็นหน่อยนะครับ จะเข้าห้องน้ำก่อนไหม ผมบอกไม่เป็นไรครับ เมื่อถึงห้องผ่าตัด ต้องผ่านประตู 3 ชั้น กว่าจะถึงห้องผ่าตัด ภายในเขาบอกว่าค่อนข้างเย็น แต่ผมว่า มันไม่เย็นเท่าไหร่หรอก แต่ความกลัวนะ สุด ๆ เลย
เมื่อถึงเวลาผ่าตัด เจ้าหน้าที่ จำนวนประมาณ 4 คน เอา เครื่องวัดหัวใจ เครื่องวัดชีพจร มาติดหลายตำแหน่ง พร้อมให้ออกซิเจนมาด้วย เหมือนเป็นการอุ่นเครื่อง....เมื่อได้ยินพยาบาลพูดว่า " ให้ยาทำให้หลับแล้วนะคะ" นับเลขได้คือ 1 . 2 . 3 . 4 . 5 รู้ตัวว่า หัวพับลงด้านข้าง แล้วก็ไม่รู้สึกตัวอีกแล้ว
มารู้สึกตัวอีกครั้ง ตอนเที่ยงคืน เหลือบไปมองเห็นพยาบาล 1 คนนั่งอยู่ที่โต๊ะ ก็ถามคำถามแรกคือ "ผมหลับไปนานกี่ชั่วโมงครับ" พยาบาลตอบว่า หลับไปแค่ ครึ่งชัวโมงเอง" แล้วพยาบาลถามว่า "เจ็บแผลไหมค่ะ " ผมตอบว่า " สุด ๆ เลยครับ" แล้วเขาก็พามาที่ห้องพัก
เช้าวันรุ่งขึ้น.... คุณหมอ บอกว่า งดน้ำ อาหาร ให้แต่น้ำเกลือ จะให้จิบน้ำก็เมื่อน้ำเกลือหมด เวลาช่างยาวนานเหลือเกิน ทำไมน้ำเกลือหมดช้าขนาดนี้... พอหมด ก็ได้จิบ ๆ น้ำตามที่คุณหมอบอก...
วันที่สอง ต้องย้ายห้องไปห้องพิเศษ ต้องเดินไปอีกประมาณ 4 ห้อง (8 เมตร) แค่เดิน ทำไมมันไกลจัง...
พอตอนเที่ยง รอคุณหมอ จนคุณหมอมา แล้วบอกว่า ที่ยังกินนมกับโอวัลตินได้... เย้ ได้เลื่อนขั้นแล้ว
วันที่สาม ก็ยังให้น้ำเกลือเหมือนเดิม แถมเพิ่มยาฆ่าเชื้ออีก แต่วันนี้สามารถทานโจ๊ก กับ ข้าวต้มได้แล้ว (เป็นข้าวต้มที่อร่อยที่สุดที่เคยกินมา)
วันที่สี วันนี้ก็เหมือนเดิมครับ น้ำเกลือกับยาฆ่าเชื้อ เป็นวันที่น่าเบื่อครับ เพราะว่า มันอยู่โรงพยาบาลมาหลายวันแล้ว เฝ้าแต่ถามพยาบาลว่า "เมื่อไหร่ ผมจาได้กลับบ้านเสียที" พยาบาลก็ตอบว่า ถ้าไม่มีปัญหาอะไร พรุ่งนี้เช้าก็ได้กลับบ้านแล้ว" พอได้ยินก็ โอ ดีใจที่สุดในโลกเลย
วันที่ห้า วันนี้ไม่ต้องให้น้ำเกลือแล้ว ให้แต่ยาฆ่าเชื้อ แต่เจ้ากรรม พยาบาลบอกว่าแขนข้างซ้ายให้ฆ่าเชื้อไม่ได้แล้ว เนื้องจากยาไม่ลง เลยต้องไปเจาะข้างขวาอีกข้าง...ก่อนกลับ เลยต้องโดนเจาะข้างขวาอีกข้าง ก่อนกลับ คุณหมอย้ำว่า ต้องไปล้างแผลจนกว่า จะถึงวันตัดไหมนะ...และก็ยาต้องทานจนกว่าจะหมด..."
วันหลังจะกลับมาเขียนต่อครับ
ถ้าบทความนี้มีประโยชน์ขอผลบุญนี้จงเกิดแก่
นายแพทย์ ประภาส หมีทอง
นายแพทย์ พล
พยาบาลห้องผ่าตัดทุกคน
พยาบาลห้องพิเศษศัลยกรรมและเด็ก
บิดา - มารดาของผม
และที่สำคัญที่สุด ที่ลืมไม่ได้คือ 2 คนนี้ครับ
นางสาวศรีภูมิ แสนคำ กับ นางสาววันดาว พันธ์แก่น ที่ช่วยดูแลคนป่วยคนนี้ตลอด 5 วันครับ